SMART NEWS

พาณิชย์เปิดงานบางกอกเจมส์ฯมั่นใจยอดส่งออกอัญมณียังโตร้อยละ 1 25 ก.พ. 63 18:02 น.

กิจกรรม

“วีรศักดิ์” ชู เศรษฐกิจสร้างสรรค์ พลิกโฉมงานหัตถศิลป์ไทย สร้างมูลค่าเพิ่ม ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างรายได้กลับสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

views

รมช.พาณิชย์ฯลงพื้นที่การประชุมเครือข่ายผู้ผลิตงานหัตถศิลป์ในกลุ่มภาคกลาง ส่งเสริมการใช้เศรษฐกิจสร้างสรรค์พลิกโฉมศิลปหัตถกรรมยุคใหม่ให้แข่งขันในตลาดโลกมุ่งผลักดันให้เกิด Creative Craft Economy สร้างรายได้กลับสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

     นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดสินค้าเชิงสร้างสรรค์ของโลกขยายตัวอย่างต่อเนื่องทุกปีประเทศไทยเองได้นำแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) มาใช้ในกระบวนการพัฒนาประเทศและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการใช้องค์ความรู้ (Knowledge) การศึกษา (Education) การสร้างสรรค์งาน (Creativity)การใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property) ที่เชื่อมโยงกับพื้นฐานทางวัฒนธรรมตลอดจนการสั่งสมความรู้ของสังคมและเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ซึ่งที่ผ่านมาไทยมีการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนพื้นฐานของการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรม ประเพณีและภูมิปัญญาเข้ากับนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเชื่อมโยงภาคการผลิตและการบริการต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ อุตสาหกรรมออกแบบ และเครือข่ายวิสาหกิจสินค้าหัตถกรรมพื้นบ้านเพื่อการส่งออก เป็นต้นซึ่งประเทศไทยถือว่ามีความโดดเด่นในเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรมและองค์ความรู้ภูมิปัญญาด้านงานศิลปหัตถกรรมที่สามารถนำมาต่อยอดในเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างกว้างขวางจึงถือเป็นโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการงานหัตถศิลป์ของไทยที่จะลักษณ์และความแปลกใหม่ให้กับสินค้าและบริการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันยกระดับด้านแรงงานทั้งในด้านทักษะฝีมือและการมีคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้ผลิตซึ่งเป็นชาวบ้านและคนในชุมชนเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ผลิต ชุมชนและผู้ประกอบการงานหัตถศิลป์อย่างยั่งยืน

     “ผมคิดว่าไทยมีความพร้อมในทุกด้านที่จะนำเอาแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาพัฒนาโดยเฉพาะในวงการศิลปหัตถกรรมไทยให้กลายเป็น Creative Craft Economyซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นมากในปัจจุบันและในอนาคตเพราะประเทศไทยมีต้นทุนในแง่ของคุณค่าจากภูมิปัญญา วัตถุดิบและแรงงานในชุมชนผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อพัฒนาต่อยอดผลงานหัตถศิลป์สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชิ้นงานได้สูงขึ้นตลอดจนเป็นที่ต้องการของกลุ่มผู้ซื้อมากยิ่งขึ้นอีกด้วยและในโอกาสที่ผมมาเปิดการประชุมสมาชิก SACICT Craft Network ครั้งที่ 4 (ภาคกลาง) ในวันที่ 16 มกราคม 2563 ณ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้มอบหมายให้ SACICT ดำเนินงานและให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมและพัฒนาผู้ผลิตและผู้ประกอบการงานศิลปหัตถกรรมไทย กว่า 1,759 ราย ให้เกิดความเข้าใจในแนวคิดของ Creative Craft Economy และนำไปปรับประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมของตนเอง เพื่อให้เกิดการพัฒนาผสมผสานด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิม และแนวคิดเชิงสร้างสรรค์นำไปสู่การผลิตผลงานที่มีความร่วมสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในยุคนี้สามารถสร้างโอกาสทางการตลาดในเชิงพาณิชย์และเป็นการสร้างรายได้กลับสู่ชุมชนอย่างยั่งยืนรวมถึงการให้ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้ประกอบการงานหัตถศิลป์ไทยทั่วประเทศซึ่งในอนาคตผมหวังว่าในวงการงานศิลปหัตถกรรมไทยจะนำแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้และต่อยอดผลงานภายใต้ Creative Craft Economy ต่อไป”

     นอกจากนี้ ภายในงาน SACICTยังได้จัดแสดงตัวอย่างผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์ที่มีการผสมผสานเทคนิคเชิงช่างต่างถิ่น พัฒนาออกมาเป็นชิ้นงานใหม่สอดรับกับความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น ได้แก่ผลงานการพัฒนาทักษะเชิงช่างและเทคนิคการประดับมุกบนเครื่องดินและการมัดและย้อมสีธรรมชาติด้วยวัตถุดิบในท้องถิ่นภาคใต้โดยการนำเส้นไหมและผ้าไหมกับน้ำย้อมจากวัตถุดิบที่ได้จากพืชพรรณธรรมชาติ.

TW-headbar
<