รมช.กห. คิกออฟยุทธการดับไฟป่าภาคเหนือ สกัด PM2.5–หมอกควัน เน้นบูรณาการทุกภาคส่วนและความปลอดภัยเจ้าหน้าที่
10 มีนาคม 2569 10:03 น.
10 มีนาคม 2569 10:03 น.
23 มกราคม 2569 12:01 น.
19 มกราคม 2569 12:01 น.
6 มีนาคม 2569 09:03 น.
ผลการศีกษาที่เผยแพร่ในวันนี้แสดงให้เห็นว่า การฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของแอสตราเซเนกาเข็มที่ 2 แล้วไม่เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดอาการลิ่มเลือดอุดตันชนิดหายากที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ทำให้คลายความกังวลในเรื่องของผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน
ข้อมูลซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ทางวารสารการแพทย์แลนเซต ระบุว่า อัตราของการเกิดลิ่มเลือดในอาการเกล็ดเลือดต่ำ หรือ ทีทีเอส หลังจากฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกาอยู่ที่ 2.3 ต่อ ผู้ที่ฉีดวัคซีน 1 ล้านคน เปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนเลย รายงานระบุว่า อัตราดังกล่าวอยู่ที่ 8.4 หลังจากฉีดวัคซีนโดสแรกไปแล้ว การวิจัยนี้ แอสตราเซเนกาเป็นแกนนำและให้เงินทุนสนับสนุน ประเมินรายงานของอาการที่เกิดขึ้นภายใน 14 วัน หลังจากฉีดวัคซีนโดสแรกและโดสที่ 2 จนถึงวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา โดยใช้ฐานข้อมูลด้านความปลอดภัยทั่วโลกของแอสตราเซเนกา ผู้ผลิตยาสัญชาติอังกฤษ-สวีเดน นายเมเน แพนกาลอส ผู้บริหารระดับสูงของแอสตราเซเนกา กล่าวว่า หากไม่มีอาการลิ่มเลือดอุดตันหลังจากการฉีดเข็มแรกแล้ว ผลการศึกษานี้สนับสนุนการฉีดวัคซีน “แว็กซ์เซฟเรีย” (Vaxzevria) ของแอสตราเซเนกา เพื่อช่วยป้องกันเชื้อไวรัสโรคโควิด-19 รวมถึงไวรัสกลายพันธุ์ สายพันธุ์ที่น่ากังวลอื่น ๆ วัคซีนของแอสตราเซเนกา ซึ่งร่วมพัฒนาโดยมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดของอังกฤษ ยังตามหลังวัคซีนขนานอื่น ๆ เนื่องจากความล่าช้าในการผลิต และความเป็นไปได้ที่เกี่ยวข้องกับภาวะลิ่มเลือดอุดตันชนิดหายาก